ในบทความที่แล้วเราพูดถึงวิธีการประหยัดไฟไปแล้ว แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิธีเหล่านั้นได้ผลจริง? หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเดือนนี้ค่าไฟจะแพงแค่ไหนก่อนที่บิลจะมาถึง? คำตอบอยู่ที่ระบบ Energy Monitoring หรือการตรวจวัดการใช้พลังงานแบบ Real-time บทความนี้จะพาไปรู้จักอุปกรณ์และวิธีการอ่านค่าทางไฟฟ้าที่จะทำให้คุณกลายเป็น “ผู้จัดการพลังงาน” ประจำบ้าน


1. ทำไมต้องติดมิเตอร์วัดไฟเพิ่ม?

หลายคนสงสัยว่ามิเตอร์การไฟฟ้าหน้าบ้านก็มีอยู่แล้ว ทำไมต้องติดเพิ่ม?

  • มิเตอร์หน้าบ้าน: บอกแค่ “ยอดรวม” ตอนสิ้นเดือน เราไม่รู้เลยว่าแอร์กินไฟกี่บาท ตู้เย็นกินกี่บาท
  • Smart Energy Meter: บอกรายละเอียดระดับ “รายนาที” และแยกประเภทอุปกรณ์ได้ ทำให้เรารู้พฤติกรรมการใช้ไฟของตัวเอง และปรับตัวได้ทันท่วงที

2. อุปกรณ์ตรวจวัด (Hardware)

สำหรับช่างเทคนิค เรามีทางเลือกในการติดตั้ง 2 ระดับ:

  • 2.1 ระดับรายชิ้น (Plug Level): ใช้ Smart Plug แบบมีฟังก์ชัน Energy Metering
    • การติดตั้ง: เสียบขั้นกลางระหว่างปลั๊กผนังกับเครื่องใช้ไฟฟ้า
    • เหมาะกับ: ตู้เย็น, ทีวี, พัดลม, คอมพิวเตอร์
  • 2.2 ระดับทั้งบ้าน/วงจรย่อย (Circuit Level): ใช้ CT Sensor (Current Transformer) หรือโมดูลอย่าง PZEM-004T ร่วมกับบอร์ด ESP32
    • หลักการ: ใช้ “แคลมป์คล้องสายไฟ” (ไม่ต้องตัดต่อสาย) เพื่อเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้ามาคำนวณ
    • เหมาะกับ: สายเมนเข้าบ้าน, แอร์ (ต่อในตู้ Consumer Unit)

3. ค่าทางไฟฟ้าที่ควรรู้ (Key Metrics)

บน Dashboard ของแอปพลิเคชัน จะโชว์ค่าที่เราต้องอ่านให้ออก:

  1. Voltage (V): แรงดันไฟ (ปกติควรอยู่ที่ 220V – 230V) ถ้าน้อยกว่านี้เรียกว่าไฟตก
  2. Current (A): กระแสไฟที่ไหลผ่าน ยิ่งเปิดของเยอะ ค่านี้ยิ่งสูง
  3. Power (W): กำลังไฟฟ้าขณะนั้น (Real-time) บอกว่า “ตอนนี้” กินไฟแรงแค่ไหน
  4. Energy (kWh): พลังงานสะสม (หน่วยไฟฟ้า) ค่านี้แหละที่เอาไปคูณค่าไฟ (เช่น 4 บาท/หน่วย) เพื่อคำนวณเป็นเงิน

4. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการประหยัด (Data Analysis)

เมื่อได้กราฟการใช้ไฟมาแล้ว เราจะวิเคราะห์อะไรได้บ้าง?

  • หา “ไฟรั่ว” หรือ “เครื่องใช้ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ”: เช่น ตู้เย็นปกติกินไฟ 100W ตัด-ต่อทุก 20 นาที แต่ถ้ากราฟโชว์ว่ากินไฟ 100W ยาวตลอด 24 ชม. แปลว่า “ยางขอบประตูอาจจะเสื่อม” ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานไม่ตัด
  • คาดการณ์ค่าไฟ (Bill Prediction): แอปฯ สามารถคำนวณให้ดูเลยว่า “ถ้าใช้แบบนี้ไปจนสิ้นเดือน ค่าไฟจะประมาณ 1,500 บาท” ถ้าเห็นตัวเลขแล้วตกใจ เราจะได้รีบประหยัดตั้งแต่กลางเดือน

5. การประยุกต์ใช้กับ Solar Cell

สำหรับบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์ ระบบ Monitoring สำคัญที่สุด เพราะต้องดู Energy Flow ว่า:

  • ตอนนี้ผลิตไฟได้เท่าไหร่? (Production)
  • บ้านใช้ไปเท่าไหร่? (Consumption)
  • เหลือขายคืน หรือต้องดึงไฟหลวงมาใช้? (Import/Export) ทำให้เราเลือกเปิดแอร์หรือซักผ้าในช่วงที่ “แดดแรง” ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

บทสรุป

ข้อมูล (Data) คือขุมทรัพย์ ระบบ Energy Monitoring ช่วยเปลี่ยนนามธรรมอย่าง “ไฟฟ้า” ให้กลายเป็นกราฟและตัวเลขที่จับต้องได้ ซึ่งนำไปสู่การวางแผนประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างยั่งยืน